ตำรวจสภ.ท่าปลาโชว์ฟอร์มเจ๋ง ใช้เวลา 10 วัน ติดตามจับสามีเจ้าชู้ฆ่าโหดเมียทิ้งกลางอ่างน้ำเขื่อนสิริกิติ์ แผนร้ายสร้างเหตุการณ์ให้เรือชนกัน นำหินขนาดใหญ่ถ่วงหัวเรือให้จมน้ำ หวังบิดเบือนคดีให้เจ้าหน้าที่หลงกล ทิ้งหลักฐานไว้เพียบไปไม่รอด ยังปากแข็งขอสู้คดีชั้นศาล ญาติสุดปลื้ม! นำกระเช้าของขวัญมอบเป็นกำลังใจในการทำงานครั้งต่อไป ก่อนดูศพฝากไว้ที่โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ไม่ต้องห่วงลูกสาววัย 8 ขวบ ทุกคนพร้อมช่วยกันดูแล
loading...
เมื่อวันที่ 19 เมษายน นายบุญนาค จันทร์ธิจรอายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 116 ม.6 ต.ท่าปลา อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ พร้อมด้วย น.ส.สุนารี ยศเกศ บุตรบุญธรรมของนางสวิง สุขแก้ว อายุ 49 ปี ซึ่งถูกคนร้ายเป็นคนใกล้ชิดฆ่าโยนศพทิ้งกลางอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์ ช่องเขาขาดห่างจากแพปลาของผู้ตายประมาณ 100 เมตร ในพื้นที่บ้านท่าเรือ หมู่ที่ 9 ต.ท่าปลา ได้นำกระเช้าของขวัญเข้าขอบคุณและเป็นกำลังใจให้กับ พ.ต.อ.สมนึก มากมี ผกก.สภ.ท่าปลา หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าปลา นำหมายศาล จ.อุตรดิตถ์ ที่ 51/2560 ลงวันที่ 10 เม.ย.2560 เข้าจับกุมนายวีระ เขียวมณีวรรณ 50 ปี ซึ่งเป็นสามีของนางสวิงผู้ตายมาดำเนินคดี ในข้อหา "ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย" ดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีนี้เกิดขึ้น เมื่อเวลา 20.00 น.ของวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา ร.ต.อ.ทรงเดช เฮียงก่อ พนักงานสอบสวน สภ.ท่าปลา รับแจ้งเหตุมีคนถูกฆ่าตายบริเวณกลางอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ หมู่ 9 ต.ท่าปลา รายงานให้ผู้บังคับบัญชารับทราบและรุดไปยังที่เกิดเหตุพร้อมด้วยแพทย์เวรโรงพยาบาลท่าปลา เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ หน่วยกู้ภัยวัดหมอนไม้ พบศพผู้หญิงสวมเสื้อยืดแขนยาวสีเขียว นุงกางเกงสามส่วนสีแดงนอนเสียชีวิตอยู่ในน้ำ ทราบชื่อภายหลังว่า นางสวิง สุขแก้ว อายุ 49 ปี ชาวท่าปลา มีอาชีพหาปลาและขายปลาให้กับลูกค้าขาประจำและลูกค้าทั่วไปที่บริเวณตลาดท่าเรือ โดยมีเรือซึ่งทำจากไม้สักของผู้ตายจอดอยู่ห่างจากศพประมาณ 50 เมตร ภายในเรือพบก้อนหินขนาดใหญ่จำนวน 6 ก้อนวางอยู่ และพบก้อนหินขนาดใหญ่หนึ่งก้อนอยู่ในถุงตาข่ายเชือกไนล่อนและมีเชือกไนล่อนยาวกว่า 3 เมตร ผูกติดอยู่ที่บริเวณหัวเรือในลักษณะถ่วงน้ำเพื่อทำให้เรือจมน้ำ จึงเก็บเอาไว้เป็นหลักฐาน

จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลท่าปลา ร่วมชันสูตรพลิกศพผู้ตาย พบมีบาดแผลบวมบริเวณกกหูซ้ายลักษณะถูกของแข็งตี สันนิษฐานการเสียชีวิตของนางสวิงในครั้งนี้ว่า เกิดจากถูกผู้อื่นทำให้ตาย และเสียชีวิตมาแล้วเกือบ 40 ชั่วโมง หลังชันสูตรพลิกศพแล้ว นำศพส่งโรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก เพื่อทำการผ่าศพพิสูจน์หาสาเหตุการตายอีกครั้งหนึ่ง
จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ตายได้เดินทางมายังแพปลา ช่วงเย็นของวันที่ 30 มีนาคม พร้อมกับเงินจำนวนหนึ่งหลังจากที่ขายปลาให้กับลูกค้าแล้ว ซึ่งนางไสว สุขแก้ว อายุ 70 ปี ผู้เป็นมารดา ได้ติดต่อพูดคุยกับนางสวิง สุขแก้ว ลูกสาวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ลูกสาวจะหายตัวไปว่า อยู่กับสามีและกำลังวางข่ายเพื่อดักปลา ตอนรุ่งเช้านางไสวผู้เป็นแม่ไม่พบเห็นนางสวิงบุตรสาวมาขายปลาเหมือนทุกวัน จึงโทรติดต่อหาลูกสาวแต่ไม่รับสาย ขณะเดียวกันนายวีระ ซึ่งเป็นสามีโทรมาแจ้งว่า ลูกสาวออกจากแพที่พักอาศัยไปตั้งแต่ช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา ไม่รู้ไปไหนจึงช่วยกันตามหา
เจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บหลักฐานหลายอย่างในที่เกิดเหตุเอาไว้เป็นหลักฐาน เพื่อมัดเอาผิดกับคนร้ายที่ก่อเหตุฆาตกรรมในครั้งนี้ พร้อมสอบพยานแวดล้อมทราบว่า ผู้ตายมักมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับคนใกล้ชิดเป็นประจำถึงเรื่องความเจ้าชู้ และในช่วงค่ำก่อนที่ผู้ตายจะกลายเป็นศพในน้ำ พบมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงและมีเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครกล้าเสี่ยงเข้าไปให้การช่วยเหลือ เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว
จากการสอบสวนผู้พบศพผู้ตายคนแรกคือ นายวีระ ผู้เป็นสามี เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนใช้เวลานานหลายชั่วโมง พบให้การพิรุธหลายอย่างและไม่สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังสอบปากคำเสร็จ เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าค้นภายในบ้านพักพบหลักฐานของกลางจำนวนหนึ่ง จึงเก็บเอาไว้เป็นหลักฐานและเชื่อว่านายวีระเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้
ต่อมา พ.ต.ท.อานันท์ คำสุวรรณ สว.สส. พร้อมด้วย ร.ต.อ.นิวัฒน์ วิชัยโน รอง สว.สส.พร้อมด้วยชุดสืบสวน ขอศาลอนุมัติหมายจับ นายวีระ เขียวมณีวรรณ อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 55 ม.4 ต.จริม อ.ท่าปลา และเข้าร่วมจับกุมได้ในเวลาประมาณ 20.00 น.ของวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา นำตัวผู้ต้องหาส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวนสอบปากคำและดำเนินคดีในข้อหา "ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย" ซึ่งผู้ต้องหาให้การปฏิเสธและขอต่อสู้ในชั้นศาล พนักงานสอบสวนจึงนำตัวส่งฟ้องศาล พร้อมคัดค้านการประกันตัว ซึ่งเจ้าตัวได้รับการประกันตัวในชั้นศาลในเวลาต่อมา
พ.ต.อ.สมนึก กล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีสะเทือนขวัญและเป็นคดีอุกฉกรรจ์ ช่วงเกิดเหตุได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บหลักฐานพยานวัตถุและพยานแวดล้อมในที่เกิดเหตุให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นหลักฐานมัดแน่นเอาผิดกับผู้ก่อเหตุรายนี้ เมื่อหลักฐานมัดแน่น จึงขอศาลอนุมัติหมายจับ เข้าจับกุมตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีทันที ส่วนสาเหตุนั้นขอปกปิดเอาไว้เนื่องจากเกี่ยวข้องกับสำนวนคดี
ขณะเดียวกัน นายบุญนาค ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ชายของผู้ตาย พร้อมหลานสาวซึ่งเป็นลูกบุญธรรมและลูกเขยของผู้ตาย ได้เดินทางไปที่ห้องดับจิต โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ เพื่อขอเจ้าหน้าที่ดูศพผู้ตาย พร้อมกล่าวทักทายกับนางสวิงผู้ตายที่ถูกห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจับคนร้ายได้แล้ว ทุกคนภายในบ้านพร้อมดูแล ด.ญ.ศศิวิภา เขียวมณีวรรณ บุตรสาวคนเล็ก อายุ 8 ขวบของผู้ตายด้วย อย่าได้เป็นห่วงในเรื่องนี้
นายบุญนาค กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีได้อย่างรวดเร็วทันใจไม่ถึง 10 วัน หลังเกิดเหตุน้องสาวตาย ญาติทุกคนหวั่นกลัวไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจับกุมคนร้ายได้ทุกคนสบายใจละและเชื่อผลบุญกรรม ใครทำสิ่งใดไว้จะได้รับผลกรรมนั้นตอบแทน ตอนนี้ศพคงเก็บรักษาเอาไว้อยู่ที่ห้องดับจิต หลังถูกนำไปผ่าพิสูจน์ที่โรงพยาบาลพุทธชินราช ก็นำมาเก็บรักษาเอาไว้ที่นี่ตลอด รอเอกสารเกี่ยวกับการเสียชีวิตของผู้ตายไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ห้องดับจิต และนำศพไปตั้งฌาปนกิจหรือเผาที่วัดหนองผา เขตเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ วันอาทิตย์ที่ 23 เมษายนนี้
นายบุญนาค กล่าวด้วยว่า สาเหตุที่น้องสาวถูกฆ่าตาย เชื่อว่าเกิดจากสามีขอเงินแล้วไม่ให้ เพราะก่อนเกิดเหตุผู้ตายขายปลาได้เงินจำนวนมากและพกเงินตัวตัวไปที่แพด้วย สามีคงขอเงินแล้วไม่ให้เพราะเป็นคนเจ้าชู้ บ่อยครั้งขอแล้วนำเงินไปปรนเปรอหญิงคนอื่นครั้งนี้เช่นกัน คงมาขอเงินแล้วคงโดนทวงเงินเก่าที่หยิบยืมไป จนเป็นสาเหตุที่ทำให้ทะเลาะกันอย่างรุนแรงและเผลอลงไม้ลงมือหนักไป ด้วยกลัวความผิดจึงพยายามทำลายหลักฐานเบี่ยงให้เป็นอุบัติเหตุเรือชนกัน ด้วยการนำศพโยนลงน้ำ แล้วนำก้อนอิฐขนาดใหญ่ที่อยู่บนฝั่งมาถ่วงหัวเรือให้จมน้ำในลักษณะเหมือนเรือชนกัน แต่สุดท้ายก็หนีกรรมไม่พ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบเสาะหาหลักฐานเอาผิดจนได้ ส่วนเงินที่น้องสาวขายปลาได้จำนวนเกือบ 10,000 บาทหายไปด้วย คงเหลือแต่กระเป๋าเงินว่างเปล่าทิ้งไว้ที่แพ
ภาพ/ข่าว นายสมภพ สินพิพัฒนฤดี ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.อุตรดิตถ์
Cr:http://www.tnews.co.th/contents/bg/312327